ค.ศ. 794 ช่วงสมัยจักรพรรดิคัมมุ (Kammu) ได้ย้ายเมืองหลวงไปที่ เฮฮันเคียว (เมืองเกียวโตในปัจจุบัน) เพื่อหนีจากอิทธิพลของวัดพุทธที่นาระ และแก้ปัญหาการโกงกินในราชสำหนัก ทำให้บ้านเมืองขาดแคลนเงินทอง จนไม่สามารถส่งทูตไปจีนได้อีก ซึ่งเป็นผลทำให้การรับวัฒนธรรมจากจีนหยุดไป
การขยายอิทธิพลของตนไปทางเหนือของเกาะฮอนชู ทำให้ต้องต่อสู้กับพวกเอมิชิ (Emishi) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองทางเหนือและทางตะวันออกของเกาะฮอนชู ปรากฏว่า กองทัพจักรพรรดิ (ซึ่งมาจากการเกณฑ์ประชาชนเหมือนการเกณฑ์ไพร่ของไทย คือ ชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีร่างกายสมบูรณ์จะต้องเข้ากองทัพของจักรพรรดิช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นบางส่วนอาจจะกลับไปตั้งถิ่นฐานทำไร่ทำนาเหมือนเดิม แต่ต้องเสียภาษีให้) แพ้ราบคาบ เพราะเจอสงครามกองโจร ซึ่งเป็นยุทธวิธีของพวกเอมิชิและทหารของจักรพรรดิใช้วิธีการรบแบบจีนไม่คุ้นเคยกับสงครามแบบนี้ เข้าไป รวมทั้งการยิงธนูบนหลังม้า (รู้สึกว่า การยิงธนูบนหลังม้า มันโหล ๆ ยังไงก็ไม่รู้ มีใช้มาตั้งแต่พวกพาร์เธียน ไซเทียน มองโกล ยันมาถึงพวกเอมิชิ) ซึ่งใช้ยุทธวิถียิงแล้วหนีและหันกลับมายิงใหม่

หลังจากนั้นจักรพรรดิก็ให้อำนาจการขยายอิทธิพลของพระองค์แก่พวกกลุ่มตระกูลต่าง ๆ โดยตั้งตำแหน่งพิเศษที่เรียกว่า เซอิ ไทโชกุน (Seii Taishogun (征夷大将軍) – แปลว่า แม่ทัพผู้กำราบชนป่าเถื่อน) กองทหารประจำตระกูลเหล่านี้ก็ศึกษาความพ่ายแพ้ของกองทัพจักรพรรดิและพัฒนาเทคนิควิธีการรบใหม่ ฝึกการรบบนหลังม้าและการยิงธนู (ดังนั้นซามูไรที่สมบูรณ์จริง ๆ ที่สามารถออกสนามรบได้ ต้องแบกธนูไปด้วย) จักรพรรดิก็โปรดปรานกองทัพเหล่านี้มากและใช้กองทัพของกลุ่มตระกูลเหล่านี้ปราบชนป่าเถื่อนจนพวกนั้นถอยร่นไปทางเหนือ บางส่วนข้ามไปฮอคไกโด กองทหารเหล่านี้แม้ว่าจะได้รับการศึกษา ก็ยังมีความป่าเถื่อนและดุร้ายแฝงอยู่
ช่วงกลางสมัยเฮอัน กองทัพของจักรพรรดิมีความสำคัญน้อยลงเรื่อย ๆ และถูกปลดประจำการ เพราะกองทัพจักรพรรดิล้าหลังกว่ากองทัพพวกกลุ่มตระกูลต่าง ๆ ทำให้อำนาจของจักรพรรดิลดน้อยลง
ค.ศ. 884 ฟุจิวาระ โนะ โมโตะทสึเนะ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคัมปะขุ (Kanpaku) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของขุนนาง และตระกูลฟูจิวาระก็เข้ายึดครองอำนาจในราชสำนัก ทำให้กลายเป็นตระกูลทหารที่มีอำนาจสูงสุด (แต่การดูแลหัวเมืองในภูมิภาคที่ห่างไกลเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นจึงเริ่มคนแยกตัวออกจากราชสำนักไปก่อตั้งตระกูลทหารขึ้นทีละน้อย ๆ )
ค.ศ 1086 จักรพรรดิชิราคาวะ เป็นจักรพรรดิ์องค์แรกที่สละบัลลังค์ออกบวชแล้ว แต่ยังกุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง
ตระกูลฟุจิวาระดำรงมาจนถึงช่วงปลายสมัยเฮอัน ก็เริ่มเสื่อมถอยลง ทำให้เกิดความระส่ำระสายทั่วประเทศ ตระกูลฟุจิวาระต้องเริ่มพึ่งกองทหารจากตระกูลอื่นในการปราบกบฏ โดยเฉพาะจากตระกูลไทระ (Taira) และตระกูลมินาโมโตะ (Minamoto) จึงทำให้ทั้งสองตระกูลนี้มีอำนาจขึ้นมาและเปิดศึกเพื่อชิงความเป็นใหญ่กันในช่วงหลัง

การเปิดศึกในช่วงแรกศึก เฮจิ โนะรัน ผลชนะตกเป็นของตระกูลไทระซึ่งส่งผลทำให้ตระกูลไทระถูกฆ่าล้างจนแทบจะสิ้นตระกูล และต่อมา ต่อมาตระกูลไทระก็ถูกทำลายล้างคืนในศึก ดันโนะอุระ (ซึ่งสงครามเหล่านี้ก็คือสงครามเก็มเปย์ นั่นเอง) และส่งผลให้ตรกูลมินาโมตะกลายเป็นผู้ครองประเทศ
*** ช่วงต้นอำนาจยังคงอยู่กับราชสำนัก แต่เนื่องจากตระกูลทหารของฟูจิวาระได้เริ่มมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงสามารถยึดการปกครองได้อย่างง่ายดาย แต่ก็คงอำนาจไว้ไม่นานก็ตก (อาจเป็นเพราะทหารไม่เชี่ยวชาญการปกครอง และจักรพรรดิ์ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะทำอันตรายให้ได้) ไปอยู่กับตระกูลไทระ และ มินาโมโตะ **
..............
เกี่ยวกับวัฒธรรมและวรณกรรมในยุคนี้
สิ่งก่อสร้างที่พักอาศัยแบบชินเดนซึคุริ (ยุคนี้ยังไม่มีการสร้างปราสาท ซึ่งเขาจะมีในสมัยมาคุระ และเริ่มก่อสร้างกันเพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรูและอวดอำนาจกันในสมัยมุโรมะฉิ ยุคสงครามเช็นโกคุโน่นละ) ศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของผู้เป็นเจ้าบ้าน จะรายล้อมด้วยโรงเรือนทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ทางตอนใต้ของโรงเรือน จะมีศาลากลางน้ำ ทุกส่วนเชื่อมโยงถึงกันด้วยระเบียง พื้นบ้านปูด้วยไม้กระดาน ยังไม่มีการปูเสื่อทาทามิ (การปูพื้นด้วยเสื่อทาทามิจะเริ่มขึ้นในปลายสมัยมุโรมะฉิ)

จากการคลาดแคลนเงินทองจนไม่สามารถส่งฑูตไปยังแผ่นดินจีนทำให้วัฒธรรมที่ได้รับจากจีนหยุดลง และมีการประดิษฐ์อักษรคะนะ (kana) จากอักษรคันจิของจีน ทำให้เกิดวัฒธรรมชั้นสูงที่มีลักษณะเฉพาะของญี่ปุ่นเอง ยกตัวอย่างเช่น
- ทะเคะโทะริ โมะโนะงะตาริ (นิทานคนตัดไผ่) ตัวเอกของเรื่องคือ เจ้าหญิงคางุยะ สาวงามผู้เกิดจากไม้ไผ่ ผู้มีความงดงามทีุ่สุดในญี่ปุ่น (สุดท้ายก็หนีไปกับเอริน ไปอยู่ที่เก็นโซเกียว แล้วก็เป็นคู่อริกับฟูจิวาระ โนะ โมวโค... คนละเรื่องละ...) หาอ่านได้ที่นี่ละกันเน้อ http://sukumal.brinkster.net/j_story/kaguyahime/sukumal015.html

- เกนจิ โนะโมโตะกาตาริ วรรณกรรมของราชสำนัก แต่งโดยมุราสะคิ ชิโนบุ (เป็นสาวใช้ในวัง) เป็นนวนิยายเรื่องราวเรื่องยาวมีทั้งหมด 54 เล่ม 44 เล่มแรกเป็นเรื่องเล่าของฮิคารุ เก็นจิ โอรสของจักรพรรดิ์ผู้สูญเสียฐานันดรเนื่องจากมารดาเป็นหญิงต่ำศักดิ์ (เก็นจิเจ้าชู้มาก มีเรื่องประทับใจผมมากมาย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับแม่เลี้ยงของตัวเองเพราะหน้าตาเหมือนแม่ตัวเองที่ตายไป และการเลี้ยงต้อยเจ้าหญิงมุราซากิ... ) อีก 10 เล่ม เป็นความรักและวิถีชีวิตของสตรีในราชสำนัก ตัวละครเอกคือ คะโอะรุโนะคิมิ ลูกชายของเก็นจิ (ลูกไม่ค่อยเจ้าชู้เลย ) มีคนแปลไว้ที่นี่ด้วยละ http://my.dek-d.com/gil_mirath/story/view.php?id=149284

เกนจิ และเจ้าหญิงมุราซากิ จากเรื่อง ด้วยเมฆหมอกแห่งรัก (Genji Monogatari) โดย อ.ยามาโตะ วากิ
หาข้อมูลเกียวกับเรื่องนี้ได้จากบล๊อคของคุณ Anemoneploy2526 ตามลิงค์ได้เลยเน้อ


- วรรณกรรมสงคราม โฮเง็น , เฮจิ , เฮเคะ โมโนะกาตาริ เดิมแล้วทั้งสามไม่ได้เป็นงานเขียน แต่เป็นการเล่าคลอเสียงดนตรีโดยนักเล่นบิวะ (เครื่องเล่นสายชนิดหนึ่ง) ตามมุมถนน กล่าวกันว่าเป็นวรณกรรมสงครามชั้นยอดที่ทำให้ผู้อ่านประทับใจในความรุ่งเรื่องและล่มสลายของตระกูลไทระ จะขอยกตัวอย่างเรื่อง โยชิซีเนะ (ขอลอกของคุณ เสธ.Codidcy มาทั้งดุ้นเลยละกัน เพราะปกติก็ลอกประจำอยุ่แล้ว (ฮา) ถ้าจะบอกว่าทำไมไม่เขียนงานของตัวเองบ้าง ก็จะบอกว่า คนไม่มีค่อยว่างอ่ะ )
ในค.ศ. 1180 เมื่อโยชิสึเนะได้ข่าวว่า พี่ชายโยริโทโมะตั้งกองทัพร่วมกับเจ้าชายโมจิฮิโตะ (Mochihito) ในการล้มพวกไทระ โยชิสึเนะก็เข้าร่วมกองทัพกับมินาโมโตะ โนริโยริ (源 範頼 –คนนี้ก็เป็นพี่น้องกับโยชิสึเนะ) เข้าต่อสู้ในสงครามเกนเป เช่นเดียวกับมินาโมโตะ โยชินาคะ แต่หลังจากกลับจากการขับไล่พวกไทระออกจากเกียวโต จักรพรรดิกลับยกความดีความชอบตั้งตำแหน่งโชกุนให้กับโยริโทโมะ ทำให้โยชินาคะไม่พอใจและจับจักรพรรดิขังไว้ โยริโทโมะจึงสั่งให้โยชิสึเนะกับโนริโยริไปปราบ หลังจากนั้นพวกไทระก็กลับมาอีกครั้ง ตระกูลมินาโมโตะก็สามารถเอาชนะได้
หลังจากสงคราม โยชิสึเนะก็เข้าร่วมกับจักรพรรดิต่อต้านการมีอำนาจของโยริโทมิ จนถูกไล่ล่าหนีไปพึ่งใบบุญของฟูจิวาระอีกครั้ง แต่คงถึงคราวตายของโยชิสึเนะแล้ว เขาถูกลูกชายของฮิเดฮิระ ฟูจิวาระ ยาสึฮิระฆ่า
ช่วงชีวิตของโยชิสึเนะมีความน่าตื่นเต้นและเศร้าเสียใจ จึงถูกนำมาทำเป็นวรรณกรรมและภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเล่าของเฮเกะ (平家物語, Heike Monogatari (ชื่อหยั่งกะยาสระผม) เป็นตำนานมหากาพย์แบบ Star Wars เมื่อ Star Wars มันเป็นสงครามระหว่างฝ่ายจักรวรรดิกับฝ่ายกบฏ อันนี้ก็เป็นสงครามระหว่างมินาโมโตะกับไทระ แถมเยอะกว่ามาก Star Wars หลัก ๆ มี 9 ภาค อันนี้มี 13 ภาคใหญ่และมีตอนย่อย ๆ ในภาคอีก แต่งขึ้นโดยพระตาบอดที่ท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ ขณะที่เล่นบิวะ (เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคล้าย ๆ น้ำเต้า) ไปด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกับกิเคคินะครับ) ที่ยกชีวิตของโยชิสิเนะในแบบตำนาน เช่น ได้ฝึกฝนวิชากับเทนกุที่วัดคุรามา โดยเฉพาะช่วงที่เขาหลบหนีจากโยริโทโมะไปกับผู้ติดตามที่ภักดีต่อโยชิสึเนะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเบงเค ก่อนจะไปฆ่าตัวตาย

ทีนี้เบงเคเป็นใคร ทำไมอยู่ ๆ ถึงมาร่วมกับโยชิสึเนะได้ (ใครได้ดูโคนันภาค OVA ที่ว่า ก็รู้แล้วล่ะ)
เบงเคเป็นพระนักรบ (ไม่ต้องสงสัยอะไรมาก ศาสนาพุทธที่เข้ามาในญี่ปุ่นเป็นนิกายมหายาน ไม่ถือพระวินัยเป็นหลักมากเท่าพวกเถรวาท (พิสูจน์ง่าย ๆ เลย ดูที่พระพุทธรูปว่า มีอุณาโลมหรือจุดขาว ๆ ที่หน้าผากหรือไม่ ถ้ามีเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะมหายานเป็นเทวนิยม เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระโพธิสัตว์ เถรวาทไม่เป็น) พระในญี่ปุ่นจึงแต่งงานได้ มีลูกได้ เป็นนักรบได้ เหมือนเส้าหลินแหละ)
ชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ ไซโตะ มุซาชิโบ เบงเค (西塔武蔵坊弁慶) มีเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดเบงเคหลากหลาย บ้างก็ว่าพ่อเป็นเจ้าอาวาทของวัดแห่งหนึ่งไปข่มขืนลูกสาวช่างตีดาบ บ้างก็ว่า เป็นบุตรของเทพเจ้า แต่หลาย ๆ เรื่องกล่าวว่า เขาเป็นเด็กปีศาจที่เกิดมามีผมรุงรังและฟันยาว (ผมนึกหน้าเบงเคแบบมีฟันยาวไม่ออกแฮะ มันจะเหมือนบัค บันนี่รึป่าวหว่า) ในตอนเด็กเขาจึงถูกเรียกว่า โอนิวาคะ (鬼若-ลูกของปีศาจ)
เขาได้บวชเรียนในวัดตั้งแต่อายุน้อย ๆ และได้เดินทางไปยังวัดหลายแห่งทั่วญี่ปุ่น ทำให้เบงเคได้รับการฝึกสอนวิชาการรบ เมื่ออายุได้ 17 ปี มีการกล่าวว่า เขาสูงถึง 2 เมตร ด้วยเหตุนี้เบงเคจึงออกจากวัดพุทธไปบำเพ็ญตนกับพระภูเขาที่เรียกว่า ยามาบูชิ (Yamabushi)
ครั้งหนึ่งเบงเคได้อยู่ที่สะพานโกโจในเกียวโต เพื่อรวบรวมดาบจากพวกนักดาบที่ข้ามสะพานนี้ให้ได้ 1000 เล่ม เมื่อถึงเล่มที่ 1000 เบงเคก็พ่ายแพ้แก่โยชิสึเนะและขอเป็นผู้ติดตามโยชิสึเนะ เขาได้ร่วมต่อสู้กับโยชิสึเนะในสงครามเกนเป หลังสงครามก็ถูกโยริโทโมะไล่ล่า
เบงเคได้หลบหนีไปกับโยชิสึเนะถึง 2 ปีในฐานะคนนอกกฎหมาย ท้ายสุดเมื่อปราสาททาคาดาจิถูกล้อมโดยพวกของโยริโทโมะ ตามตำนานกล่าวว่า เบงเคได้ต่อสู้จนเลือดหยดสุดท้าย แม้ว่าจะถูกยิงด้วยลูกธนูมากมาย และยืนตาย
แปลจาก wikipedia (http://en.wikipedia.com )และหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของศาสตราจารย์เพ็ชรี สุมิตร จัดพิมพ์โดย โครงการญี่ปุ่นศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ม.ธรรมศาสตร์

ขุนศึกสะท้านปฐพี ของ Hirofumi sawada ของสำนักพิมพ์ burapat ที่นำเรื่องราวเกี่ยวกับโยชิทซึนะ ไปเขียน
- คนจะขุ โมะโนะงะตะริ (konjaku Monogatari) และงานอื่น ๆ
เป็นวรณกรรม อีกด้านหนึ่งที่สะท้อนสภาพชีวิตที่เลวร้ายของชาวเมือง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปาปบุญคุณโทษในพุทธศาสนนาบ้าง เรื่องราวพิศดารบ้าง การแต่งงานระหว่างมนุษย์กับสัตว์บ้าง หรือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภูติผีปีศาจ เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องราวของ อาเบะ เซย์เมย์

เซย์เมย์เกิดในรัชสมัยเอ็นกิที่ 21 (ประมาณปี ค.ศ. 921) และถือว่าท่านเป็นต้นตระกูลอาเบะ ที่มีชื่อเสียงทางศาสตร์อนเมียวจิ นับตั้งแต่สมัยคามากุระจนถึงเมจิ ในยุคนั้นเซย์เมย์ถือว่าเป็นหนึ่งทางด้านศาสตร์ของอนเมียวจิ ทั้งด้านพยากรณ์ และการดูดินฟ้าอากาศ บ้างก็ว่าที่เซย์เมย์มีอายุยืนยาวไม่เจ็บไม่ป่วย ก็เพราะว่าเขามีพลังลึกลับ

**เซย์เมย์ จริง ๆ นะ (ฮา) **
ตามที่เล่าขานสืบต่อกันมา บ้างก็เชื่อกันว่าแท้ที่จริงแล้วเซย์เมย์ไม่ใช่มนุษย์ ว่ากันว่าพ่อของเซย์เมย์ (อาเบะ โนะ ยะซุนะ) และแม่ของเขา (อาเบะ โนะ คาซุโนะฮะ) เป็นวิญญาณหมาป่าที่แปลงร่างเป็นมนุษย์ (คิตสึเนะ)มีตำนานเล่าว่าเมื่อตอนเซย์เมย์เป็นเด็กเล็กๆ เขาสามารถบงการภูตผีให้ทำตามคำสั่งของเขาได้ จนแม่ของเขาต้องพาตัวไปฝากกับ คาโมะ โนะ ทาดายูกิ อนเมียวจิชื่อดังในสมัยนั้น เพื่อกำราบพลังในตัวเซย์เมย์ไม่เช่นนั้นเขาจะกลายเป็นผู้ใช้พลังด้านมืดเสียเอง

องเมียวจิ ว่าเรื่องหยินหยางและศาสตร์ความสัมพันธ์ของธาตุทั้งห้า (จริง ๆ มีเรื่องที่ผมหงุดหงิดอยู่อย่างหนึ่ง ที่เห็นเขาแปลธาตุทอง ว่าธาตุเหล็ก.. ทั้ง ๆ ที่ชื่อทั้ง 5 มันคือ ไม้ ไฟ ดิน ทอง และ น้ำ... เอาเหอะ ฝรั่งมันเขียน metal อยู่โต้ง ๆ นินะ อีกอย่างเขาก็เข้าใจว่าเหล็กข่มไม้ (ก็คือขวาน(เหล็ก)ตัดไม้))
เซย์เมย์เริ่มมีชื่อปรากฎในบันทึกทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 960 ในปีนั้นเองที่จักรพรรดิมุราคามิ มอบหมายให้เซย์เมย์เป็นผู้ตรวจดวงชะตา นับแต่นั้นเซย์เมย์ก็ได้รับความไว้วางใจจากองค์จักรพรรดิ และขุนนางเรื่อยมา
ในปี ค.ศ. 979 เซย์เมย์ทำความดีความชอบให้ราชวงศ์อีกครั้ง เมื่อเซย์เมย์สามารถปกป้ององค์รัชทายาท (ภายหลังสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิคะเด็ง) จากเท็งงู ในภูเขานาจิไว้ได้ ตั้งแต่นั้นมาเซย์เมย์ก็เป็นที่ไว้วางพระทัยขององค์จักรพรรดิคะเด็งเรื่อยมา แม้สิ้นรัชสมัยขององค์จักรพรรดิคะเด็งไปแล้ว แต่องค์จักรพรรดิอิจิโจว และฟุจิวาระ มิจินางะก็ยังให้ความนับถือเซย์เมย์อยู่ จวบจนกระทั่งเซย์เมย์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1005 ด้วยอายุ 85 ปี
หลังจากเซย์เมย์เสียชีวิต องค์จักรพรรดิอิจิโจวก็สร้างศาลเจ้าเซย์เมย์ในปี ค.ศ. 1007 แม้แต่ปัจจุบัน ก็ยังมีผู้คนไปสักการะเซย์เมย์อย่างไม่ขาดสาย ยิ่งในช่วงที่มีผลงานหนังสือ หรือภาพยนต์ที่เกี่ยวข้องกับอาเบะ เซย์เมย์ ศาลเจ้าแห่งนี้จะคราคร่ำไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดินเลยทีเดียว












