[ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ตอนที่ 6] ยุคเอโดะ(โตคุกาวะ) ค.ศ.1600-1868 , ยุคเมจิ ค.ศ. 1868 – 1912



ยุคเอโดะ (「江戸時代」, Edo-jidai, 江戸時代?)
หรือยุคที่เรียกว่า โทคุคาวะ (Tokugawa-jidai) ค.ศ. 1603 - ค.ศ. 1868 โทะคุงะวะ อิเอะยะสุ (Tokugawa Ieyasu) ได้รวบอำนาจและตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นที่เอะโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) ใน ค.ศ. 1603 และหลังจากนั้นอีก 260 ปี

การปกครองทั้งหลายก็ตกอยู่ในอำนาจของตระกูลโทะคุงะวะ รัฐบาลโทะคุงะวะได้ลิดรอนอำนาจจากจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และพระสงฆ์จนหมดสิ้น ได้ทำการปิดประเทศ และห้ามนับถือศาสนาคริสต์ (จำไม่ผิดหลังจากสงครามเซกิฮะระ โตคุกาว่า ปลดไดเมียวออกนับพันคน สงผลให้เกิดเหล่าซามุไรไร้เจ้านาย(หรือโรนิน) ขึ้นมากมาย เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง พวกซามูไรจึงต้องขายวิชาของตัวเอง (หรือการตั้งสำนักต่าง ๆ ขึ้น) และในช่วงนี้จึงเกิดซามูไรในตำนานคนหนึ่ง ผู้เขียนสุดยอดคำภรีห้าห่วง(ทนหายห่วง จึงต้องฝากไว้ก่อนโอฬาร.... ไม่ใช่ละ) มุซาชิ ขึ้น




แต่เนื่องจากการปกครองเกษตรกรอย่างเข้มงวดของรัฐบาล และความสงบที่ต่อเนื่องมานานถึง 250 ปี ได้ทำลายระบบเพิ่งพาตัวเองของเกษตรกรไปทีละเล็กทีละน้อยทำให้พวกเขายากจนลงจนเดือดร้อน และการปิดประเทศที่ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นล้าหลัง ส่งผลให้การปกครองของตระกุลโทคุกาวะสั่นคลอน

จนถึง ค.ศ. 1853 เมื่อนายพลเรื่อจัตวาเพอร์รี่ แห่งสหรัฐอเมริกามาถึงญี่ปุ่น และทำการกดดันให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศจังทำให้เกิดการปฏิรูปเมจิเพื่อคืนอำนาจให้จักรรพรรดิ
------------------------------------------

ยุคเอโดะ ยุคทองแห่งวณณกรรมของชาวเมือง
เนื่องจากประเทศสงบสุข การค้าขายเจริญก้าวหน้า อำนาจจึงถูกเปลี่ยนจากชนชั้นนักรบมาตกอยู่ในมือพ่อค้า ประกอบกับมีการคิดค้นเทคโนโลยีการพิมพ์ จึงก่อให้เกิดอาชีพผู้จัดพิมพ์และอาชีพนักเขียนขึ้นมากมาย



ยุคนี้เป็นยุคที่วัฒนธรรมของราษฏรสามัญเจริญจนถึงที่สุด ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 จนถึงต้นศตวรรษที่ 18 เป็นยุคของวัฒนธรรม เก็นโระขุ (Genroku) ซึ่งเป็นของนักรบผสมกับราษฎรสามัญ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างเกียวโต โอซาก้า เอกลักษณ์คือละครหุ่น ละครคะบุขิและหัตถกรรมต่างๆ มีศิลปินกำเนิดจากราษฎรสามัญมากมาย เช่น นักเขียน อย่าง อิฮะระ ไซคะขุ (Ihara Saikaku) นักกลอนไฮขุ อย่าง มะทสึโอะ บะโช (Matsuo Bashou) นักแต่งบทละครหุ่น ละครคุบุขิ อย่าง ชิคะมะทสึ มงชะเอะมง (Chikamatsu MonZaemon)


Koushoku Ichidai Otoko 好色一代男 ผลงานของไซคะคุ เป็นนิยายเกี่ยวกับชายและหญิงที่มีความฝักใฝ่ในเพศรส ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชั้นแนวหน้าของนวนิยายสมัยใหม่ที่สะท้อนความเป็นจริง เป็นเรื่องเรื่องของ โยะโนะสุเคะ ที่เกี่ยวพันกับสตรีเพศตั้งแต่อายุ 7 ปีจนถึง 60 ปี เรื่องนี้นำเอาเค้าโครงมาจากนิทานเกนจิ


ละครคาบุขิ

จนเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางของวัฒนธรรมได้ย้ายไปอยู่เอะโดะ เป็นยุคของวัฒนธรรม คะเซ (Kasei) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนชาวเมือง อันได้แก่ นวนิยาย ละครคะบุขิ ภาพอุคิโยะ บุงจิง-งะ เป็นต้น การศึกษาและวิชาการก็เจริญรุ่งเรือง ชนชั้นนักรบเล่าเรียนปรัชญาของขงจื้อและหลักคำสอน จูจื่อ (Chu Hsi) ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานที่ค้ำจุนการปกครองของรัฐบาลโทะคุงะวะ

การศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นและดัตซ์ (ฮอลันดา) เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีการเปิดโรงเรียนตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อลูกหลานของชนชั้นนักรบ ราษฎรสามัญเองก็นิยมส่งลูกหลานไปศึกษาวิชาต่างๆ ที่วัด (terakoya)



หลังจากที่ พลเรือจัตวาแมทธิว ซี เพอร์รี แห่งกองทัพสหรัฐ ได้นำ เรือรบ Black Ships 4 ลำ มาจอดที่อ่าวโตเกียว ในปี ในปี 1853 เพื่อกดดันรัฐบาลญี่ปุ่นให้เปิดประเทศ และก็มีการทำสนธิสัญญาคานางาว่า เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าซามูไรกลุ่มอื่นๆ ที่มองว่ารัฐบาลบาคุฟุ (รัฐบาลภายใต้การนำของโชกุน) อ่อนแอ เนื่องจากภายหลังการทำสนธิสัญญาครั้งนั้น ชาติตะวันตกอื่นๆ เช่น ประเทศรัสเซีย อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส พากันมาทำสนธิสัญญาหมด ทำให้ซามูไรกลุ่มดังกล่าวไม่พอใจจึง พยายามเรียกร้องอำนาจคืนให้กับจักรพรรดิ ทางโชกุนก็รวบรวมซามูไรขึ้นอีกกลุ่มเป็นกองกำลังพิเศษเอาไว้รับมือซึ่งก็คือ กลุ่มชินเซ็นกูมินั่นเอง

ชินเซ็นกูมิ ในช่วงแรกเรียกว่า โรชิกูมิ ผู้ก่อตั้งคือ โยชิคาวะ ฮาจิโร่ ซึ่งแท้จริงแล้ว โยชิคาวะเป็นฝ่ายปฏิวัติ ที่แกล้งทำเป็นภักดีต่อ โชกุน ทำให้สมาชิกของกลุ่ม 13 คน จึงแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มใหม่ เรียกกันว่า มิบุโรชิ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในช่วงที่ 2



การต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดคือการต่อสู้ที่ร้านอิเคดะ ครั้งนั้นกลุ่มผู้ปฏิวัติวางแผนเผาเมืองและลักพาตัวองค์จักรพรรดิ โดยมีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลโดยแยกองค์จักรพรรดิออกจากรัฐบาลเสียก่อน เมื่อกลุ่มชินเซ็นเล่วงรู้แผนการจึงเกิดวางแผนบุกสังหาร กลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่ฝ่ายชินเซ็นกุมิเป็นผู้ชนะ ส่งให้ชื่อของกลุ่มเป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง 300 คน และได้มีการจัดระบบการภายในโดยมีคนโด อิซามิเป็นหัวหน้ากลุ่ม และฮิจิกาตะ โทชิโซเป็นรองหัวหน้ากลุ่ม รวมทั้งหัวหน้าหน่วยอีก 10 หน่วย


ซาคาโมโต้ เรียวม่า บุคคลอีกคนที่มีบทบาทสำคัญในยุคนี้ แต่ก็ถูกลอบสังหารเสียก่อนที่จะได้เห็นยุคไหม่ น่าเสียดายจริง ๆ
และปี ค.ศ 1868 ก็เกิดสงครามกลางเมืองโบะชิน ระหว่างฝ่ายโชกุน และ ฝ่ายสนับสนุนจักรพรรดิ และในภายหลัง ภายหลังโชกุนโตกุกาว่าก็ประกาศคืนอำนาจให้แก่องค์จักพรรดิ จนเกิดการปฏิรูปเมจิ

การปฏิรูปเมจิ เหมือนกับการทลายของเขื่อนที่กอปรด้วยพลังและแรงผลักดันสะสมมานับศตวรรษ ต่างชาติเองรู้สึกถึงความรุนแรงและความตื่นตัวที่เกิดจากการปลดปล่อยพลังเหล่านี้ออกมาในฉับพลัน ก่อนจะสิ้นศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นเข้าร่วมสงครามจีน-ญี่ปุ่น ระหว่างปี ค.ศ.1894-95 ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น ผลของสงครามคือญี่ปุ่นได้ไต้หวันมาจากจีน



เรื่องเคนชินก็ดำเนินเรื่องหลังจากสงครามกลางเมืองโบะชิน ไปสักประมาณ 10 ปีละมั้ง (ไม่แน่ใจ แค่เดา ๆ )

สิบปีต่อมาญี่ปุ่นประสบชัยชนะอีกครั้งหนึ่งในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ระหว่างปี ค.ศ.1904-05 และยึดได้ซัคคาลินตอนใต้ ซึ่งยกให้รัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1875 เพื่อแลกกับเกาะคูริล และทำให้ชาวโลกรับรู้ว่าญี่ปุ่นมีความสนใจในดินแดนแมนจูเรียเป็นพิเศษ หลังจากที่ได้กำจัดอำนาจอื่นๆ ที่จะมามีอิทธิพลเหนือเกาหลีแล้ว ในตอนแรกญี่ปุ่นได้จัดการให้เกาหลีเป็นดินแดนในอารักขา และผนวกเกาหลีในเวลาต่อมาคือในปี ค.ศ.1910


เรื่องซากะระไทเซ็น ก็ดำเนินเรื่องโดยใช้ช่วงเวลาหลังส่งครามจีน-ญี่ปุ่น 5 ปี เป็นฉากหลัง

** หลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ยุคไทโช ซึ่งเป็นช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 1 และผมก็ขอจบการค้นคว้าข้อมูลไว้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นไว้ ณ.ที่นี่ละ ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะครับ ไว้พบกันไหม่ **