เมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 4 ชนเผ่าอิสระกลุ่มต่าง ๆ ได้ถูกรวบรวมโดยชนเผ่า ยะมะโตะ (Yamato) ขณะเดียวกันสุสานที่มีลักษณะพิเศษเป็นรูปกุญแจก็ถูกสร้างขึ้นทั่วไป ความรู้ และวิทยาการต่าง ๆ จากจีนได้หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากในสมัยนี้ ในศตวรรษที่ 4 ชนเผ่ายะมะโตะได้ขึ้นไปคาบสมุทรเกาหลีและรับเอาวัฒนธรรมการผลิตเครื่องใช้ของภาคพื้นทวีปมา ต่อมาในสมัยศตวรรษที่ 5 ชาวเกาหลีได้นำวิทยาการต่าง ๆ เข้ามา เช่น การผลิตเครื่องโลหะ เครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า การถลุงเหล็ก และวิศวกรรมโยธา รวมทั้งมีการเริ่มใช้อักษรคันจิซึ่งเป็นตัวอักษรของจีนด้วย และเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 6 ลัทธิขงจื้อ กับศาสนาพุทธก็ได้แพร่หลายเข้ามาในญี่ปุ่นเช่นกัน
ในยุคสมัยของเจ้าชาย เจ้าชายโชโตะคุ (Shoutoku) จักรพรรดิองค์ต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมักจะแต่งงานกับเจ้าสาวจากตระกูลโซกะ (Soga) (ซึ่งตระกูลหรือที่เรียกว่า อุจิ (Uji – ไม่ใช่อุนจิ) แต่ละตระกูลมีความเชื่อว่า ตนสืบเชื้อสายจากเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง อาจจะมีกองทหารของตนเอง ตระกูลที่เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้ปกป้องจักรพรรดิ (คล้าย องครักษ์) จะมีอำนาจใกล้เคียงจักรพรรดิและส่งลูกสาวให้แต่งงานกับจักรพรรดิได้ด้วย) ทำให้ตระกูลโซกะมีอำนาจเกือบทัดเทียมจักรพรรดิ จนโซกะ อุมาโกะ (Soga Umako) ถึงขั้นลอบสังหารจักรพรรดิสึชุน (Sushun) ซึ่งเป็นหลานชายของตนเอง และตั้งจักรพรรดินีซุยโกะ (Suiko - ยังคงจำกันได้นะในเรื่องของเทพริวจิน ที่กล่าวว่า เธอยืมอัญมณีแห่งคลื่นมาน่ะ) เป็นหุ่นเชิดของตนและทายาทของเธอ เจ้าชายโชโตะกุ ไทชิ (Shotogu Taishi) เป็นผู้ปกครองญี่ปุ่น เพราะว่าตระกูลของตนเลื่อมใสในศาสนาพุทธ ขณะที่ตระกูลโมโนะโทเบะ (Manotobe) กับนากะโทมิ (Nagatomi) รังเกียจ
เมื่อจักรพรรดินี อุมาโกะ และเจ้าชายโชโตะกุตายลงหมด บรรดาคนในตระกูลโซกะก็พยายามขึ้นมาเป็นใหญ่แทน ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็กำลังถูกคุกคามจากจีน ทำให้เกิดการคัดค้านจากตระกูลอื่น ๆ ในค.ศ. 645 เกิดการปฏิวัติโค่นล้มตระกูลโซกะ (เขาไม่ล้มจักรพรรดิ แต่ล้มตระกูลของราชินีแทนเพราะเขาเชื่อในสายเลือดสุริยะเทพอามะเทราสึของจักรพรรดิว่า เป็นสายเลือดศักดิ์สิทธิ์และเป็นอมตะ) โดยเจ้าชายนากะ (Naga) และนากะโทมิ คามะทาริ (Nagatomi Kamatari) (เป็นคนในตระกูลนากะโตมิ ซึ่งเคยปราบศาสนาพุทธที่เผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่นผ่านทางเกาหลี เพราะเชื่อว่า ศาสนาพุทธเป็นต้นเหตุของโรคระบาดในญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังจากศาสนาพุทธเข้ามาได้ไม่นาน (คล้าย ๆ ว่า เทพเจ้าลงโทษที่ชาวญี่ปุ่นไปนับถือศาสนาอื่นแทน) ถ้าตามความคิดของผม ผมว่า เป็นไปได้ที่พระศาสนาพุทธอาจจะนำเอาโรคจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาในญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นชาวญี่ปุ่นยังไม่ได้ภูมิคุ้นกันโรคดังกล่าว ทำให้เกิดโรคระบาด)
หลังจากล้มตระกูลโซกะ ทั้งสองก็สืบเจนารมณ์ของเจ้าชายโชโตะกุที่ต้องการรวบรวมการปกครองญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น ปฏิรูประบบการปกครองใหม่ เรียกการปฏิรูปครั้งนี้ว่า การปฏิรูปไทกะ (Taiga Reform – ไทกะ แปลว่า การเปลี่ยนครั้งใหญ่) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีนสมัยราชวงศ์ถัง
เจ้าชายนากะก็เข้ารับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล ส่วนคามะทาริก็ตั้งตระกูลตนเองใหญ่เป็นตระกูลฟุจิวาระ (Fujiwara) และเข้ารับหน้าที่เป็นผู้ปกป้อง (ดังนั้นคงไม่ต้องบอกว่า ลูกสาวของตระกูลฟุจิวาระก็จะได้แต่งงานกับจักรพรรดิ) เขายังเป็นผู้ใช้ชื่อประเทศว่า Nihon (日本 – ซึ่งตามภาษาจีนจะอ่านว่า จิมเปน จึงเป็นที่มาของคำว่า Japan) ต่อมาเจ้าชายนากะก็ขึ้นเป็นจักรพรรดิเทนจิ (Tenji)
** ถึงอำนาจการปกครองจะเป็นของตระกูลยามาโตะที่กลายมาเป็นจักรรพรรดิ์แต่ก็มีสงครามภายในที่วุ่นวายและมีการต่อสู้กัน แต่สุดท้ายอำนาจก็ยังเป็นของจักรพรรดิ์ เป็นช่วงที่ถูกครอบงำด้วยวัฒธรรมจีนและยังไม่มีรูปแบบของตัวเองอย่างเด่นชัด**
-สมัยนาระ (Nara Period) ค.ศ. 710-784
ได้ย้ายเมืองหลวงมาที่เฮโจเคียว (Heijoukyou) หรือเมืองนะระและบริเวณใกล้เคียงในปัจจุบัน ในสมัยนี้ศาสนาพุทธได้รับการทำนุบำรุงอย่างดี ทำให้วัฒนธรรมหรือศิลปะทางพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก
และเนื่องจากไม่มีความขัดแย้งที่รุนแรงมากนัก จึงทำให้เกิดวรรณกรรมที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของญี่ปุ่นเริ่มก่อเกิดขึ้น เช่น
- โคะจิขิ (Kojiki) และ นิฮนโชะขิ (Nihon shoki) บันทึกโบราณโคะจิคิ เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 3 เล่ม เล่มที่ 1 เป็นเรื่องราวความเกี่ยวโยงทางสายเลือดของเทพเจ้า เล่มที่ 2 เป็นเรื่องราวตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิ์จิมมุ จนถึงสมัยของจักรพรรดิโอจิน เล่มที่ 3 เป็นเรื่องราวตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิ์นินโทะคุ จนถึงสมัยของจักรพรรดิ์ซุยโกะ
โดยจักรพรรดิ์เทนมุ ได้มีพระบรมราชโองการให้ ฮิเอะดะ โนะ อะเระ และ โอโนะ ยะสุมะโระ เป็นผู้เรียบเรียง และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 712 หลังจากนั้น โทะเนะริ ชินโน และ โอโนะ ยะสุมะโระ ก็เป็นผู้เรียบเรียง นิฮน โชะขิ (Nihon Shoki) จำนวน 30 เล่มขึ้นมา โดยเนื้อหาเป็นเรื่องราวตั้งแต่ยุคเทพจ้าจนถึงสมัยของจักรพรรดิ์จิโต (Jitou) หนังสือนี้ถูกเรียบเรียงขึ้นด้วยจุดประสงค์ทางการเมือง เช่นเดียวกับโคะจิขิ ที่ต้องการให้ตระหนักถึงการสืบเชื่อสายมาจากสุริยเทวีของจักรพรรดิ์ และวัฒนธรรมพื้นบ้านโบราณ
- ฟุโดะขิ หนังสือภูมิศาสตร์ท้องถิ่น ในปี ค.ศ.713 จักรพรรดิ์เก็นเม มีพระบรมราชโองการให้จัดทำ ฟุโดะขิ หนังสือภูมิศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่นขึ้น เนื้อหาในฟุโดะขิจะมีความหลากหลาย เช่น กล่าวถึงความเป็นมาของชื่อ ตำนานวัฒนธรรมการดำรงชีวิต ความเชื่อและประเพณี รวมถึงการผลิตและผลิตผลในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย จึงถือว่าเป็นเอกสารสำคัญในแง่ของวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วย ยกตัวอย่างเช่น อุระชิม่า ทาโร่ (ชาวประมงผู้ช่วยเต่า (ปล.ตั้งเอง (เจ้าของบล๊อก)), ฮะโงะโระโมะ (ตำนานขนนก เรื่องที่นางฟ้าลงไปเล่นน้ำ แล้วถูกชาวประมงขโมยปีกนางฟ้าไปทำให้นางฟ้าบินกลับวรรค์ไม่ได้ จึงกลายเป็นภรรยาของชาวประมงแล้วก็.. (เรื่องมันยาวแหะ..)
ฮะโงะโระโมะ (มีเรื่องแบบนี้ที่คล้าย ๆ กันในหลายประเทศจริง ๆ แหะ ของไทยเนี่ย นางอัปสร กับนายพราน.. )
- มันโยชู และไคฟูโซ มันโยชูคือ หนังสือรวมกวีนิพนธ์ที่เก่าแก่ที่สุด มีทั้งหมด 20 เล่ม ถูกเรียบเรียงมาโดยโอโทะโมะ โนะ ยะคะโมะฉิ ประกอบด้วยกวีนิพนธ์ทั้งสั้นและยาว มีทั้งสิ้น 4,500 บท เป็นบทกวีจากทุกชนชั้น นับตั้งแต่จักรพรรดิ์ไปจนถึงสามัญชนนิรนาม ด้วยรูปแบบการเขียนที่ว่า มันโยงะนะ (เป็นการเขียนด้วยตัวหนังสือจีนแต่อ่านแบบญี่ปุ่น เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการใช้อักษรฮิรางานะซึ่งเริ่มมีในสมัยเฮฮัน) ในขณะที่ไคฟูโซ คือหนังสือรวมบทกวี
** เป็นช่วงที่สงบสุขอยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะถึงยุคของฟูจิวาระเฟื่องฟูและกลืนอำนาจของจักรรพรรดิ์**






